0(0)

บางปะอินถิ่นเป็นหนึ่ง

สารบัญรายวิชา

9 บทเรียน

กำนันคนแรกของไทย?

เมื่อถึงวันที่ 10 สิงหาคม ที่มีการกำหนดให้เป็นวันกำนันผู้ใหญ่บ้าน เคยสงสัยกันไหมว่า กำนันแรกของประเทศไทยคือใคร ทำไมถึงได้มาเป็นกำนันคนแรก เป็นกำนันของตำบลอะไร และมาเป็นกำนันได้อย่างไร ในหนังสือลำดับสกุลเก่าบางสกุล ภาคที่ 2, พ.ศ. 2465 ในคำนำที่เขียนโดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรางราชานุภาพ มีการกล่าวถึงการเลือกกำนันและผู้ใหญ่บ้านไว้ ดังนี้ “ต่อมาถึง พ.ศ. 2437 ทรงพระกรุณาโปรดฯ ใหจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล กรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ ได้ทรงเปนสมุหเทศภิบาลมณฑลอยุธยา เมื่อลงมือจัดการปกครองท้องที่ พวกราษฎณชาวบางปะอินเลือพระยารัตนกุลฯ เปนผู้ใหญ่บ้าน แล้วเลือกเป็นกำนันด้วยอีกชั้น…” พระยารัตนกุลฯ ที่กล่าวถึงในบทความข้างต้น คือ พระยารัตนกุลอดุลยภักดี หรือ นายจำรัส รัตนกุล เกิดในราชการที่ 4 ซึ่งตรงกับวันอังคารที่ 22 พ.ศ. 2402 ปีมะแม เป็นบุตรหลวงพิเศษสุวรรณกิจ (ชื่น) เป็นหลานของพระราชสมบัติและเป็นเหลนของเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (ถุน) สมุหนายกคนแรกของประเทศไทย ในสมัยรัชกาลที่ 2 เป็นต้นตระกูล “รัตนกุล” เมื่อจบการศึกษานายจำรัส รัตนกุล ได้เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กในสมัยรัชกาลที่ 5 และได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ขุนวรกิจพิศาล ผู้รักษาพระราชวังบางปะอิน และได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นหลวงราชภพ บริหารตำแหน่งเจ้ากรมรักษาพระราชวัง เป็นคนแรก ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดระเบียบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ภายใต้ดูแลของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้รวมเอา 8 หัวเมือง คือ กรุงเก่า (พระนครศรีอยุธยา) อ่างทอง สระบุรี ลพบุรี อินทบุรี (ปัจจุบันคืออำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี) พรหมบุรี (ปัจจุบันคืออำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี) พระพุทธบาท (ปัจจุบันคือ อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี) และสิงห์บุรีเข้าเป็นมณฑลกรุงเก่า และตั้งที่ว่าการมณฑลที่มณฑลกรุงเก่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ (พระนามในขณะนั้น พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์) ทรงดำรงตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลของมณฑลกรุงเก่าพระองค์แรก และทรงมีพระราชดำริที่จะจัดระเบียบการปกครองตำบล หมู่บ้านเสียใหม่ เพื่อให้เป็นแบบแผนเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ใน ร.ศ.111 (พ.ศ.2435) ทรงมอบให้หลวงเทศาจิตรวิจารณ์ ไปทดลองจัดการปกครองตำบล หมู่บ้าน โดยให้มีการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ปกครองที่บางประอิน โดยให้ราษฎรเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ปกครองในเขตหมู่บ้าน และให้ผู้ใหญ่บ้านในเขตตำบลเลือกกันเอง เพื่อเลือกกำนัน โดยในขณะนั้นผู้ใหญ่บ้านที่เข้าร่วมประชุมเลือกหลวงราชภพ เป็นกำนันประจำตำบลบ้านเลน หลวงราชภพจึงเป็นกำนันคนแรกของประเทศไทย ต่อมาหลวงราชภพ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายอำเภออุไทน้อย (อำเภอบางปะอินในปัจจุบัน) และได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ เป็น พระยาวิเศษไชยชาญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เมื่อ พ.ศ.2439 และเมื่อ พ.ศ. 2542 ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอมรินทรฤาไชย และต่อมา พ.ศ.2445 ดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี และได้ลาออกจากราชการเนื่องจากอาการป่วย เมื่อปี พ.ศ.2447 พระยาอมรินทรฤาไชยถึงอนิจกรรมเมื่อวันเสาร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2465 เมื่ออายุได้ 63 ปีเศษ จากประวัติข้างต้น ทำให้เราทราบว่า กำนันคนแรกของประเทศไทย คือ หลวงราชภพ (พระยารัตนกุลอดุลยภักดี หรือ นายจำรัส รัตนกุล) กำนันประจำตำบลบ้านเลน เกิดจากการที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ ทรงมอบให้หลวงเทศาจิตรวิจารณ์ ทดลองจัดการปกครองตำบล หมู่บ้าน โดยให้มีการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ปกครองที่บางประอิน ด้วยวิธีให้ราษฎรเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน และให้ผู้ใหญ่บ้านในตำบลเลือกกันเอง เพื่อเป็นกำนัน
ประวัติและบทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน1:02
กำนันคนแรกของไทย9:09

“โฉนดที่ดิน” ฉบับแรกของไทย?

ประเทศเริ่มมีการวัดโฉนดที่เดินขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงเกษตรพร้อมด้วยเจ้าหน้าพนักงานแผนที่เริ่มออกเดินทางสำรวจที่ดินของประเทศเป็นครั้งแรกและดำเนินการรังวัดหมายเลขเขตที่ดินตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการบริเวณบ้านพลับ ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นปฐมฤษษ์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงเกษตรพร้อมด้วยเจ้าหน้าพนักงานแผนที่เริ่มออกเดินทางสำรวจที่ดินของประเทศเป็นครั้งแรกและดำเนินการรังวัดหมายเลขเขตที่ดินตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการบริเวณบ้านพลับ ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นปฐมฤษษ์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) เนื่องจากยังไม่มีบทกฎหมายเป็นหลักในการออกโฉนดที่ดิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯออกประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 15 กันยายน ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) โดยวางระเบียบการเรื่องโฉนดที่ดินไว้โดยแน่ชัดประกาศพระบรมราชโองการฉบับนี้ ถือได้ว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนที่ดินและสิทธิของผู้เป็นเจ้าของที่ดิน โดยมีแผนที่ระวางแสดงรายละเอียดชี้ได้ว่าที่ดินที่จะดำเนินการออกโฉนดแต่ละแปลงตั้งอยู่บริเวณใด เนื้อที่เท่าใด ใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในทะเบียน เมื่อดำเนินการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในท้องที่มณฑลกรุงเก่าเสร็จสิ้นแล้วจึงได้ตั้งหอทะเบียนมณฑลกรุงเก่าขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่สภาคารราชประยูรในพระราชวังบางปะอินเมื่อวันที่20กันยายนร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444)แต่ต่อมาได้จัดตั้งกรมทะเบียนที่ดิน(กรมที่ดินปัจจุบัน)ขึ้นเมื่อวันที่17กุมภาพันธ์ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) ในการมอบโฉนดที่ดินในครั้งแรกนั้นสืบเนื่องจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับแรมอยู่ณพระราชวังบางปะอินพระยาประชาชีพบริบาล(ผึ่งชูโต)ข้าหลวงพิเศษจัดที่ดินได้นำโฉนดที่ดินในท้องที่ตำบลบ้านแป้งของพระคลังข้างที่2ฉบับและของราษฎร3ฉบับขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานแก่เจ้าของที่ดินนับเป็นปฐมฤกษ์โฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทยเป็นโฉนดที่ดินซึ่งมีพระนาม"สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์"ทรงถือกรรมสิทธิ์เป็นโฉนดเลขที่1หน้า1เลขที่ดิน117ระวาง17ต3อตำบลบ้านแป้งอำเภอพระราชวังแขวงเมืองกรุงเก่า(จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)เนื้อที่91ไร่1งาน52ตารางวา ในปี พ.ศ. 2518พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานที่ดินอันเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้แก่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ที่ดินพระราชทานดังกล่าว มีที่ดินที่ออกโฉนดเป็นฉบับแรกของประเทศไทยรวมอยู่ด้วย ส.ป.ก. ได้ดำเนินการจัดที่ดินและพัฒนาปัจจัยพื้นฐานให้กับเกษตรกร นำพื้นที่พระราชทานที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1 เนื้อที่ 91 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา ให้แก่เกษตรกร ปัจจุบัน ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.วัดยม อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2552 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดศูนย์ศักยภาพพันธุ์ข้าวในแปลงโฉนดที่ดินฉบับแรกของ ประเทศไทย ที่ถือกำเนิดในสมัยรัชกาลที่ 5 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิ คุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผลิต และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว และสร้างองค์ความรู้ พัฒนาอาชีพรวมกลุ่มในรูปธุรกิจวิสาหกิจชุมชนข้าว นอกจากนี้ยังพบหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินคือหมุดหลักฐานศูนย์กำเนิดหมุดแรกในประเทศไทยสร้างขึ้นในสมัยการออกโฉนดที่ดินฉบับแรกและถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การออกโฉนดที่ดินแต่ละแปลงเป็นไปด้วยความถูกต้องโดยหมุดหลักฐานดังกล่าวตั้งอยู่กลางทุ่งนาในโฉนดที่ดินเลขที่875หมู่ที่4ตำบลท่าต่ออำเภอมหาราชจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งผู้เป็นเจ้าของชื่อนางชิ้นเฉลยโชติกับพวสกรวม4คนโดยสภาพหมุดหลักฐานเป็นหินแกรนนิตแท่นมีการสลบักข้อความทั้งสี่ด้านบอกถึงความสำคัญของหมุดฐานและมีร.ศ.ที่จัดสร้างไว้เป็นสำคัญปัจจุบันหมุดหลักฐานดังกล่าวมิได้นำมาใช้เป็นหมุดหลักฐานเพื่อวางโครงแผนที่เนื่องจากกรมที่ดินได้เปลี่ยนแปลงระบบการออกโฉนดจากระบบศูนย์กำเนิดมาเป็นระบบพิกัดฉากสากล(UTM)ที่นิยมใช้กันทั่วโลก

สถานีรถไฟแห่งแรกของบางปะอิน?

สถานีรถไฟบางปะอิน ตั้งอยู่ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2439 โดยเป็นหนึ่งในสถานีรถไฟบนเส้นทางรถไฟสายแรกของกรมรถไฟระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดนครราชสีมาที่เริ่มต้นการก่อสร้างในปี พ.ศ. 2434 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2443 หลังจากที่การก่อสร้างเส้นทางรถไฟช่วงแรกระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2439 รวมระยะทาง 71 กิโลเมตร ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟหลวงสายแรกในราชอาณาจักรที่ย่านสถานีรถไฟกรุงเทพ โดยทรงประทับตรงที่ที่ได้เทมูลดินซึ่งทรงขุดไว้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2434 เมื่อเริ่มสร้างทางรถไฟ แล้วทรงกระทำพระฤกษ์ตรึงตะปูหมุดที่รางทองรางเงิน ส่วนด้านเหนือให้ติดกับหมอนไม้มริดคาดเงินมีอักษรจารึก ส่วนทางใต้สมเด็จพระบรมราชินีนาถเป็นผู้ตรึง แล้วได้โปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการช่วยกันตรึงต่อไปจนแล้วเสร็จ หลังจากนั้นเสร็จพระราชพิธีแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จประทับรถไฟพระที่นั่งไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อขบวนรถไฟพระที่นั่งหยุดจอดที่บางปะอินได้เสด็จลง ณ พลับพลาที่ประทับซึ่งได้จัดสร้างไว้ข้างทางรถไฟเพื่อเสวยพระกระยาหารพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และหมู่ข้าราชบริพาร สถานีรถไฟบางปะอินจึงนับเป็นสถานีรถไฟแรกในประวัติศาสตร์ที่ขบวนรถไฟพระที่นั่งได้หยุดจอด ปัจจุบันสถานีรถไฟบางปะอินเป็นสถานีชั้น 1 ภายในย่านสถานีประกอบด้วยอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ คือ พลับพลาที่ประทับอาคารสถานีรถไฟ

พลับพลาที่ประทับสถานีรถไฟบางปะอิน?

เส้นทางรถไฟหลวงสายแรกของสยามคือเส้นทางกรุงเทพฯ – นครราชสีมา เริ่มก่อสร้างเมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๔ เมื่อถึงพุทธศักราช ๒๔๓๙ เส้นทางบางส่วนแล้วเสร็จพอที่จะเปิดบริการเดินรถได้ ในวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๔๓๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟระหว่างสถานีกรุงเทพฯ - อยุธยา ระยะทาง ๗๑ กิโลเมตร ในครั้งนั้นได้ทรงประทับรถไฟพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินมายังอยุธยาด้วย ครั้นรถไฟพระที่นั่งมาถึงสถานีบางปะอิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินลงจากรถพระที่นั่ง ประทับเสวยพระกระยาหาร ณ พลับพลาที่ประทับสถานีรถไฟบางปะอิน พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และทูตานุทูต พลับพลาที่ประทับสถานีรถไฟบางปะอิน ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๙ เพื่อเป็นที่ประทับรอรถไฟระหว่างที่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับยังพระราชวังบางปะอิน กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานพลับพลาที่ประทับสถานีรถไฟบางปะอิน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๔ ตอนที่ ๑๘ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๒ งาน ๒๐ ตารางวา พลับพลาที่ประทับฯ เป็นอาคารไม้สักชั้นเดียว มีแผงผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีมุขยื่นเป็นซุ้มทางเข้า มีเสารองรับน้ำหนักจำนวน ๔ ต้น พื้นที่ด้านบนระหว่างหัวเสาและหลังคาประดับแผ่นไม้ฉลุลายทั้งสามด้านยกเว้นด้านที่ติดกับผนัง หลังคามุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์รูปทรงกระเบื้องว่าว ชายหลังคาประดับไม้ฉลุเช่นกันส่วนผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้ทำเป็นมุขหกเหลี่ยมยื่นออกมาจากตัวอาคารพลับพลาฯมีประตูทั้งทางด้านทิศตะวันตกซึ่งเป็นทางเข้าหลักและด้านทิศตะวันออก เป็นบานประตูไม้ประดับด้วยกระจกสีลายดอกไม้ ภายในอาคารเป็นโถงโล่ง ปูพื้นด้วยไม้กระดาน ผนังอาคารเป็นผนังทึบยกเว้นส่วนที่เป็นมุขหกเหลี่ยมทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ ทำเป็นช่องหน้าต่างประดับกระจกแผ่นยาววางตัวในแนวตั้งเรียงกัน ๑๐ บาน กรุด้วยกระจกสี (Stained glass) ลายช่อดอกไม้ ถัดขึ้นไปด้านบนส่วนที่ติดกับฝ้าเพดานประดับกระจกสีรูปสี่เหลี่ยมและรูปวงกลมลวดลายไม่ซ้ำกัน เช่น รูปนก รูปแจกันดอกไม้ รูปเรือ และรูปบุคคล เป็นต้น ส่วนบริเวณผนังที่ไม่ได้กรุกระจกสีเป็นผนังไม้เรียบ ด้านบนตกแต่งเป็นลายซุ้มโค้งเรียงต่อกัน ภายในซุ้มมีพระปรมาภิไธย จปร ถัดขึ้นไปบนสุด ประดับด้วยสัญลักษณ์พระเกี้ยว ส่วนฝ้าเพดานตกแต่งลายช่อดอกไม้ในกรอบสี่เหลี่ยมทั่วทั้งพื้นที่ ล้อมรอบลายฉลุรูปกลีบดอกไม้ทรงกลม บริเวณกึ่งกลางฝ้าเพดาน ส่วนหลังคาเป็นทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์รูปทรงกระเบื้องว่าว

พระราชวังบางปะอิน?

ประวัติของพระราชวังบางปะอิน มีความเป็นมาตามบันทึกในพระราชพงศาวดาร ครั้งกรุงศรีอยุธยาว่า เมื่อพระเจ้าปราสาททอง ขึ้นครองราชย์ จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างวัดขึ้นมา ในปี พ.ศ. ๒๑๗๕ บนเกาะบางปะอินตรงบริเวณนิวาสสถานเดิมของมารดา พระราชทานชื่อว่า “วัดชุมพลนิกายาราม”แล้วสร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งขึ้นริมสระน้ำนั้น พระราชทานนามว่า “พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์” ขึ้นบนเกาะเลนหรือ เกาะบางนางอินในลำแม่น้ำเจ้าพระยาใช้เป็นที่สำหรับเสด็จประพาสพระราชวังแห่งนี้จึงเป็นที่ประพาสสำราญพระราชหฤทัยของพระเจ้าแผ่นดิน ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตลอดมาต่อมาจึงได้รับการฟื้นฟู ในสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ระราชทานนามใหม่ว่า เกาะบางปะอิน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตำหนัก ขึ้น ๓ หลังและปลูกพลับพลาโถง ที่ไร่แตงอีกหลังหนึ่ง เป็นที่ประทับระหว่างเสด็จประพาสกรุงเก่า ในลำน้ำเจ้าพระยา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระองค์ทรงพิจารณา เห็นว่าพระตำหนักทีเกาะบางปะอิน มีความสมบูรณ์ ที่จะสร้างพระราชวังสำหรับแปรพระราชฐาน จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้นดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้พระราชวังบางปะอิน แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือเขตพระราชฐานชั้นนอก และเขตพระราชฐานชั้นใน

เกี่ยวกับผู้สอน

4.47 (19 การให้คะแนน)

4 รายวิชา

636 ผู้เรียน

เรียน